แบ่งปัน

นักปั่นหลายๆท่านคงรู้อยู่แล้วว่า Focus Izalco Maxx คือรถจักรยานที่มีที่มาประเทศเยอรมัน และ ความโดดเด่นของเจ้า Focus Izalco Maxx นั้นขึ้นชื่อเรื่องการปีนป่ายเขา และ น้ำหนักที่เบา อีกทั้งหน้าตาและท่าทางที่แต่งออกมาแล้วรถจะดูซิ่งมาก ท่อนนอนที่ขนาดพื้นทำให้รถนั้นสวยตั้งแต่กำเนิด ด้วยน้ำหนักของเฟรมเพียงแค่ 750 กรัมนั้น ทำให้หลายๆท่าน เทใจให้เจ้า Focus Izalco Maxx ซึ่งจะเรียกว่าเป็นรถ All Around ที่ใช้ได้ทั้งทางราบก็ดี ทางเขาก็ได้ ในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมาความนิยมของ Focus Izalco Maxx นั้นสูงขึ้นมากจนผิดหูผิดตา ด้วยราคาที่ต้องบอกว่าเป็นรถตัวท๊อปของแบรนด์แต่ราคาของเฟรมเซ็ตนั้นอยู่ที่เพียง 79,000 บาทถ้วนเท่านั้น แถมในช่วงปี 2017 นี้ยังทำราคาพิเศษเหลือแค่เพียง 59,500 บาทเท่านั้น ก็ยิ่งทำให้ขายดีไปกันใหญ่จนเรียกว่าตอนนี้ของขาดตลาดกันเลยทีเดียว และในปี 2018 ที่จะถึงนี้นั้น ทางโฟกัสซึ่งได้เล็งเห็นของแฟชั่นในวงการจักรยาน จึงนำลวดลาย และ สีสันแบบจัดเต็มมาใส่ลงบนเฟรมของ Focus Izalco Maxx จนมีสันที่ที่เรียกว่าสะดุดตาหลายๆท่านเริ่มถามหากันบ้างแล้ว แต่ทางร้านเครซี่ไบค์ของเรายังไม่ทราบกำหนดที่แน่ชัดว่าจะมาจำหน่ายในบ้านเราเมื่อไรแต่ใบ้ได้แค่เพียงว่าไม่นานเกินรอแน่นอน เรามาดูสีสันในปี 2018 กันดีกว่าจะมีสีอะไรกันบ้าง ในส่วนของทาางเมืองนอกนั้นจะมีขายทั้งในรุ่น Complete Bike และ Frameset แต่ในบ้านของเรานั้นจะมีจำหน่ายเฉพาะ Frameset เท่านั้น เพราะตลาดของบ้านเรานักปั่นส่วนใหญ่ชอบประกอบ และ เลือกอุปกรณ์ด้วยตนเอง ในแบบของตนเอง รวมถึงตัวผมด้วยที่ชอบความแตกต่างความไม่เหมือนใครจึงเกิดไอเดียที่จะสร้างรถสำหรับไต่เขาโดยเฉพาะในแบบฉบับของผม จึงได้ทำการสั่งทำสีใหม่หมดทุกชิ้นส่วน และ ในแต่ละส่วนผมจะผสานอารมณ์และความรู้สึกของผมลงไปด้วย โดยผมเลือกโทนสีดำทองที่แสดงออกถึงความสุขุมนุ่มลึกของโทนสีดำ แต่เจิดจรัสจ้าด้วยสีทองคำแสดงถึงความมุ่งมันที่จะเปร่งประกายจากภายในสู่ภายนอกของตัวผมเองเช่นกัน ในส่วนของลวดลายนั้นต้องบอกเลยว่าผมเองก็มีความฝันเหมือนนักปั่นหลายๆท่าน ฝันว่าสักวันเราจะต้องทำทุกอย่างเพื่อค้ำจุนครอบครัวได้อย่างมั่นคง และ วางใจได้จากคนในครอบครัว และ เป็นที่รักใคร่ของเพื่อนฝูง แต่ในความฝันนั้นยังคงมีความกลัวอยู่ภายในลึกๆ ผมจึงมองหาสิ่งที่จะมาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว หรือ ให้กำลังใจในการสร้างฝันครั้งนี้กันหน่อย ลวดลายทั้งหมด และ แนวคิดที่ผมมีนั้นจะเป็นอย่างไร มาตามอ่านไปพร้อมๆกันครับดีกว่าครับ …เริ่มต้นด้วยการหาร้านทำสีก่อนทั้งหมวก และ เฟรมซึ่งผมเลือกใช้เฟรมดิสเบรคเนื่องด้วยคันนี้ผมตั้งใจจะเซ็ตเป็นรถที่ใช้ขึ้นเขา และ ลงเขาอย่างเดียวจึงอยากมั่นใจในระยะของการเบรคที่ดีของดิสเบรค ส่วนการเลือกเฉดสีนั้นผมเองเป็นคนที่เกิดในวันจันทร์ผมจึงชื่อชอบสีเหลืองทองเป็นพิเศษเลยเลือกทำหมวกออกมาก่อนด้วยการลงรักปิดทองทั้งใบแบบ 100% พร้อมทั้ง Hand Paint ลวดลายที่ผมชื่นชอบคือลายของ Dreamcatcher ลงไปด้วย พร้อมทั้ง Crazie Design ลวดลายใหม่บนหมวกทั้งใบอีกด้วยเช่นกันเหตุผลที่ผมนั้นเลือก Dreamcatcher ก็เพราะว่าผมเองเป็นคนที่เรียกว่าช่างฝันตั้งแต่เด็กๆเลยก็ว่าได้ ผมก็อ่านหนังสือไปเรื่อยเปื่อยจนอ่านไปจนเจอว่ามีเครื่องรางชนิดหนึ่งซึ่งต้นกำเนินมาจากชนเผ่าพื้นเมืองในอเมริกาหรือที่เรียกกันว่า เผ่าอินเดียนแดง มีการสร้างงานหัตถกรรมของชนเผ่าที่เชื่อกันว่าเป็นเครื่องรางดักจับความฝัน เรียกกันว่า “Dreamcatcher” มีความหมายถึง “ตาข่ายดักฝัน” หรือ “เครื่องดักความฝัน” หัตถกรรมอินเดียนแดงชิ้นนี้เชื่อกันมาตั้งแต่โบราณว่าจะช่วยกรองฝัน ให้ฝันดีอยู่กับตัว และฝันร้ายสลายไป ลักษณะของตาข่ายดักฝันหรือเครื่องดักฝันจะเป็นห่วงวงกลม ข้างในถักทอเป็นตาข่าย และด้านล่างจะประดับประดาด้วยขนนก ลูกปัด รวมทั้งเครื่องประดับเล็กๆน้อยๆอื่นๆตาข่ายดักฝันมีที่มาจากอินเดียแดงเผ่าโอจิบวี (Ojibwe) หรือ ชนเผ่าชิปเปวา (Chippewa) ซึ่งเป็นชนเผ่าพื้นเมืองในสหรัฐอเมริกา ชนเผ่าชิปเปวาเชื่อกันว่า แมงมุมมีพลังอำนาจวิเศษที่สามารถทอใยดักจับความฝันได้เหมือนกับที่มันดักจับสัตว์เป็นอาหารนั่นเอง  แม้ว่าวันเวลาที่มีการคิดสร้างตาข่ายดักฝัน  ไม่มีใครรู้ที่มาว่ามีมาตั้งแต่เมื่อใด แต่ก็พอสันนิษฐานได้ว่าน่าจะก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 20 ไม่นาน ชนเผ่าโอจิบวีเป็นอีกชนเผ่าหนึ่งที่นิยมประดิษฐ์สร้างตาข่ายดักฝันไว้เป็นจำนวนมาก กลายเป็นว่า ตาข่ายดักฝันเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือร่วมใจเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของชนเผ่าต่างๆที่เป็นกลุ่มน้อยอยู่ในอเมริกา จนกระทั่งมันกลายมาเป็นของขวัญของกำนัลจากร้านขายของที่ระลึกในเขตที่อยู่อาศัยของชาวอินเดียแดงในปัจจุบันและ อย่างที่เราเห็นกันในส่วนของ Dreamcatcher นั้นจะต้องมีขนนกซึ่งมีความพริ้วของลายเส้นที่แสดงถึงความอ่อนโยน และ มี flying birds ที่แสดงถึงความที่มีอิสระในการโบยบินโดยไร้ขอบเขต ทั้งหมดนั้นก็คือนิสัยส่วนตัวของผมเลยก็ว่าได้ โดยจะสรุปได้ว่า ผมเป็นคนที่มีความฝัน มีความทะเยอะทะยานในตัว รักเพื่อนรักฝูง และ เป็นคนที่ค่อนข้างมีจิตใจที่อ่อนโยน และ รักอิสระ ผมจึงเลือกสัญลักษณ์แทนตัวผมโดย Dreamcatcher นั่นเองกลับมาที่รถจักรยานคันเก่งของผมในเวอร์ชันแรกทำกันแบบเร่งด่วนหาของกันแบบเร่งรีบน้ำหนักออกมาไม่ค่อยหน้าประทับใจเพราะอะไรนั้นทำตามมีตามเกิดเพื่อใช้ปั่นในงานขึ้นดอยอินทนนท์ วันที่ 17/02/2560 โดยเบ็ดเสร็จแล้วน้ำหนักรวมอยู่ที่ 7.50KG ก็ต้องบอกว่าถือเป็นรถคาร์บอนที่หนักเอาเรื่องเลยทีเดียวสำหรับปีนเขาพอเสร็จก็ทำการเซ็ตแบบเร่งด่วนก่อนแพคเพื่อเตรียมไปเชียงใหม่ในทันทีแบบไม่เคยได้ลองปั่นใช้งานจริงกันเลยทีเดียวหลังจากงานดอยอินทนนท์ก็วางโจทย์ใหม่อีกครั้งเพื่อความสมบูรณ์แบบของรถที่ผมจะสร้างให้เป็นรถเสือหมอบดิสเบรคที่มีน้ำหนักต่ำกว่า 7KG ให้ได้จึงระเบิดรถเพื่อนำเฟรมกลับไปเก็บรายละเอียดอีกครั้งหนึ่ง และ แล้วเวลาก็ผ่านไปล่วงเลยมา 7 เดือน โปรเจคครั้งใหม่ของผมก็ถือกำเนิดขึ้นมาโดยมีอุปกรณ์ดังนี้1.Frameset Izalco Maxx Disc Brake Dearima Edition2.Rotor Uno Groupset Disc Brake Version3.Schmolke Carbon Handlebar TLO , Seatpost TLO4.Schmolke Carbon SL30 Tubular With Tune 5.FMB SOIE NATURELLE Tubular Tyre (Handmade) From Concept Speed  6.Uniche ตัวต่อจุ๊บลม ขนาด 60MM 7.Light Weight Bottle Cage8.Carbon Ti Top Cap & Starnutsไอเท็มที่เลือกมาทุกชิ้นรอบนี้ต้องบอกเลยว่ารอคอยกันนานจริงๆกว่าจะได้ในแต่ละชิ้นไม่ว่าจะเป็น Rotor Uno เอง ล้อชโมลเก้เอง ที่พีโก๋ว่าเป็นคู่แรกของโลกเลยก็ว่าได้เพราะพึ่งเปิดไลน์การผลิตในรุ่นนี้ ประกอบจากโรงงานในเยอรมันเพื่อถ่ายรูปลงเพจก็เลยทีเดียวเชียว แฮนด์ กับ หลักอานก็ชโมลเก้สำหรับคนที่น้ำหนักไม่เกิน 70-80KG เรียกว่าไล่เบาจากโรงงานอีกแล้ว ขากระติกจาก Light Weight ที่เรียกว่าเบาทั้งตัวเคสและเบาทั้งกระเป๋าสตางค์สำหรับผมกันเลย T-T สตาร์นัท และ ฝาปิดสเตมเลือกใช้ของ Carbon Ti ยาง FMB ตัวท๊อป Silk นุ่มและหนึบจาก Concept Speedเอ้าเฮ่ .. เริ่มงานประกอบได้ในส่วนของเฟรมที่ผมเลือกมานั้นเป็นเฟรมสำหรับสายเคเบิลเท่านั้นจึงต้องมีการโมดิฟายเพื่อนำสายไฮดรอลิคเข้าไปด้านในตัวเฟรม โดยเจาที่แผงคอ และ หางหลังในส่วนที่ตรวจเช็คดูแล้วว่าแข็งแรงและหนาที่สุดของเฟรมเพื่อป้องการการแตกหักในการใช้งาน   หลังจากเจาะแล้วก็ตะไบตกแต่งกันหน่อยเพื่อความเรียบและเนียนในการสัมผัส พอเจาะทุกอย่างเสร็จแล้วก็ถึงเวลาเริ่มงานจริงด้วยการเดินระบบเพื่อเก็บสายทั้งหมดไว้ในเฟรม ฝรั่งคงร้องเมื่อเจอหัวโมดิฟายของดิวช่างใหญ่ผู้ซึ่งเป็นพี่ชายแท้ๆของผมที่ผมไว้ใจในการประกอบจักรยานในทุกๆเคส ของทางร้านเครซี่ไบค์ของเรานั่นเอง  เมื่อประกบระบบเบรคจาก Magura นั้นต้องบอกเลยว่าทั้งสวย ทั้งดี และ หล่อมากๆจริงๆ ในส่วนของ Rotor Uno นั้นจะใช้เบรคแบบ Flat Mount และจะมี Adaptor สำหรับใบจานขนาด 160mm มาให้ในตัว เก็บสายกับนิวน้องรักช่างคนเก่งลำกับที่ 2 ของร้านเราพอวางตำแหน่งในจัดต่างๆแล้วก็ถึงเวลาวัดและตัดสายให้พอดีกับขนาดของเฟรมต้องบอกเลยว่าสายที่ให้มานั้นค่อนข้างยาวมากเพราะฉะนั้นตัดเผื่อไว้ก่อนเป็นดีที่สุด ในรูปจะเห็นว่ามีอะไรใหญ่ๆ ตัวนั้นใช้สำหรับเร่งแรงดันน้ำมันในกาศที่เย็นจัดๆจนทำให้ระบบการทำงานของน้ำมันนั้นไม่ดีพอ จึงต้องกระตุ้นกันหน่อย  ลายโปรดของผม Dreamcatcher ก็มาอยู่ที่คอรถด้วย หลังจากวัดจนพอดีก็ทำการตัดสายเพื่อความสวยงามกันหน่อย ประแจดาวกระจายสำหรับขันล็อคในจุดต่างๆมีแถมมาให้ในชุดด้วย ดึงสายสับจานออกมาๆๆ หลังจากวางสายเสร็จสิ้นก็ทำการพันเก็บสาย และ ตรวจเช็คควาามเรียบร้อยกันหน่อยในแบบฉบับ Crazie Bikeหลังจากตัดก็ต้องใช้ตาไก่ปิดล็อคสวยก่อนสวมคืน (มีมาพร้อมในชุดและเยอะมากๆ) ตอก ต๊อกๆๆๆระหว่างที่รอดิวกำลังทำการเก็บสาย และ ตัดสาย นิวก็ทำการใส่เฟืองและยาง เพื่อให้ไม่เป็นการเสียเวลา ใส่เสร็จแล้วหล่อไหมละยางนุ่มๆที่ใช้ในการแข่งขัน Paris Roubaix ของ FMB ประกบคู่กับล้อ ดิบๆจากดินแดนเยอรมันและแล้วขั้นตอนที่ยากที่สุดและใช้เวลานานที่สุดก็มาถึง การไล่น้ำมันเบรค และ เกียร์แบบไม่ให้มีฟองอากาศในระบบเลย ต้องทำการไล่ระบบถึง 3-5 ครั้งกว่าระบบจะเต็มดีและที่สำคัญน้ำหมด 2 หยดสุดท้าย ที่หัว และ หางของแต่ละเส้นต้องทำให้แม่นยำ รวดเร็ว และ ว่องไว  ทำการปรับตั้งระบบปล่อยน้ำมันเพื่อทำให้เกียร์สามารถขึ้นได้ทีละ 4 เกียร์รวดผมว่ามันเป็นระบบทีดีเลยทีเดียวเชียว น๊อตที่เห็นว่าอยู่ใกล้ๆหูตีนผีนั่นละคือเคล็ดลับของงานนี้ต่อด้วยการไล่ระบบน้ำมันในสับจานหน้าพอระบบทุกอย่างสมบูรณ์จนมั่นใจแล้วก็เริ่มทำการใส่โซ่ได้แล้ววว ทำการตั้งระยะของตีนผีเพื่อให้รองรับ 11-28 ถ้าอยากใช้เฟืองมาหรือน้อยกว่านี้ก็สามารถขยับหูจุดนี้ได้เช่นกันขันตั้งระยะเพื่อล็อคระยะ เพื่อป้องกันอันตรายจากโซ่ตกใน หรือ เลยมาจนเกี่ยวซี่ลวดเหมือนในระบบเกียร์ยี่ห้ออื่นๆหลังจากตั้งเรียบร้อยแล้วก็เทสการทำงานขึ้นลงของเกียร์กันหน่อย ตรวจเช็คความตรงหน้าคอรถจักรยานด้วยเครื่องมือตั้งศูนย์เพื่อความเที่ยงตรง มั่นใจและหายห่วงได้เลยหลังจากเสร็จสิ้นทุกอย่างก็ทำพิธีชั่งน้ำหนักเหมือนในทุกๆเคสโดยน้ำหนักที่ออกคือ 6.120KG !!! ไม่รวมบันได ถือว่าเกินคาดไปอย่างมากเลยทีเดียว ต้องบอกเลยว่าการรอคอยครั้งนี้ของผมนั้นคุ้มค่าจริงๆโชว์สัดส่วนกันหน่อยว่ามีอะไรบ้างแหละหน้าตาจะออกมาหล่อเหลาแค่ไหน สรุปเลยว่ารถเสือหมอบดิสเบรคคันนี้ของผมที่ทำออกมาในรูปแบบของผมเป็นรถที่ผมชื่นชอบมากๆ ทั้งอุปกรณ์ที่เลือกใช้ทั้งหมด และ ผลรวมของน้ำหนักที่ออกมาประทับใจผมแบบตะลึงกันเลยทีเดียวไม่คิดว่ารถเสือหมอบดิสเบรคจะทำน้ำหนักออกมาได้เบาขนาดนี้ในจักรยาน Size 54 และ ทำสีใหม่ทับชั้นสีเดิมอีกด้วย ในบทความต่อไปผมจะเล่าถึง ฟีลลิ่งของการใช้งานของอุปกรณ์ต่างๆที่ใส่ลงไปในรถจักรยานคันนี้ครับ โปรดติดตามตอนต่อไป ขอบคุณครับ

 

follow your dreams

for they are the ” hope ”

Of the ” future “

 

 

Facebook Comments